Marketing Code

Market the code, Code the Market

การใช้ Social Media Analytics ปรับกลยุทธ์การสื่อสารในอาหารแปรรูป

ความสำคัญของการใช้ Social Media Analytics เพื่อปรับกลยุทธ์การสื่อสารในอาหารแปรรูป

อย่าโพสต์แบบมั่วๆ ถ้ายังไม่รู้จักลูกค้าจริง!

การสื่อสารทางการตลาดในปัจจุบันไม่สามารถจำกัดอยู่แค่การนำเสนอข้อมูลฝ่ายเดียวได้อีกต่อไป การโพสต์รูปภาพอาหารที่น่าสนใจเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ เนื่องจากผู้บริโภคมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นบนโซเชียลมีเดีย ทั้งในเชิงบวกและลบ รวมถึงความต้องการสินค้าใหม่ ๆ เช่น อาหารเพื่อสุขภาพ หรือบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หากแบรนด์เฉยต่อเสียงสะท้อนเหล่านี้ จะทำให้การดำเนินธุรกิจเป็นไปอย่างไร้ทิศทางและไม่สามารถตอบสนองความต้องการของตลาดได้อย่างแท้จริง

📌 Social Media Analytics เปรียบเสมือนเครื่องมือที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถมองเห็นและเข้าใจความต้องการของลูกค้าได้แบบเรียลไทม์ ซึ่งมีประโยชน์ในด้านต่าง ๆ ดังนี้:

  1. การเฝ้าติดตามและรับฟังเสียงผู้บริโภค (Social Listening/Brand Monitoring): การใช้ Social Listening ช่วยให้ธุรกิจสามารถติดตามการสนทนาที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับแบรนด์ ทั้งในแง่บวก แง่ลบ หรือข้อสงสัย เพื่อทำความเข้าใจภาพรวมของความคิดเห็นสาธารณะ
  2. การระบุจุดอ่อนหรือปัญหาของลูกค้า (Customer Pain Points Identification): การวิเคราะห์ข้อมูลโซเชียลมีเดียช่วยให้สามารถค้นหา Pain Point ที่แท้จริงของลูกค้า เพื่อนำไปปรับปรุงสินค้าหรือบริการให้ตอบโจทย์ได้อย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพ
  3. การปรับกลยุทธ์การตลาดอย่างรวดเร็ว (Agile Marketing): การใช้ข้อมูลจากโซเชียลมีเดียช่วยให้ธุรกิจสามารถปรับกลยุทธ์การสื่อสารและการตลาดได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ทำให้สามารถคว้าความได้เปรียบในการแข่งขันก่อนที่คู่แข่งจะสามารถดำเนินการได้ทัน

Global Trend: การตลาดที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล

ทั่วโลกมีการนำ Data-Driven Marketing มาใช้อย่างแพร่หลาย แบรนด์ชั้นนำระดับโลกหลายแห่งได้เปลี่ยนจากการคาดการณ์แบบไม่มีข้อมูลอ้างอิงมาเป็นการใช้ข้อมูลจริงในการตัดสินใจ ตัวอย่างเช่น Beyond Meat ใช้ Social Listening เพื่อรับรู้ถึงความสนใจของผู้บริโภคในประเด็นสิ่งแวดล้อม จึงเน้นย้ำจุดแข็งของผลิตภัณฑ์ Plant-Based ในการช่วยลดผลกระทบต่อโลก ขณะที่ Coca-Cola ใช้ AI ในการวิเคราะห์ความคิดเห็นบน TikTok เพื่อสร้างสรรค์สูตรเครื่องดื่ม Limited Edition ที่ตรงใจกลุ่มเป้าหมาย การไม่นำข้อมูลจากโซเชียลมีเดียมาใช้ในการดำเนินธุรกิจอาจทำให้แบรนด์ไม่สามารถแข่งขันได้ในตลาดปัจจุบัน

ความนิยมในประเทศไทย: การบริโภคและแบ่งปันเรื่องอาหาร

ในประเทศไทย ผู้บริโภคมีความสนใจในการแบ่งปันเรื่องราวเกี่ยวกับอาหารเป็นอย่างมาก ข้อมูลจาก TikTok แสดงให้เห็นว่าแฮชแท็ก #อาหารไทย มียอดวิวสูงกว่า 5 พันล้านครั้ง และการรีวิวร้านอาหารหรือสินค้าเกษตรติดอันดับ 3 บน Facebook ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ซื้อกว่า 67% มักจะอ่านรีวิวก่อนตัดสินใจซื้อสินค้า สิ่งนี้ตอกย้ำถึงความสำคัญของเสียงผู้บริโภคบนโซเชียลมีเดีย

ตัวอย่างความสำเร็จในไทยคือกรณีของ “แม่หญิงพริกไทย” ที่ได้นำความคิดเห็นของลูกค้าบนโซเชียลมีเดียมาปรับปรุงสูตรน้ำพริก จนทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้นถึง 300% ภายใน 3 เดือน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงพลังของข้อมูลในการขับเคลื่อนธุรกิจ

Local Trend: การสนับสนุนจากภาครัฐ

ประเทศไทยเองก็มีนโยบายที่ชัดเจนในการสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมนี้ โดยมีโครงการต่าง ๆ เช่น “เกษตรอัจฉริยะ 4.0” ที่ส่งเสริมการใช้ Big Data ในการวิเคราะห์ตลาด รวมถึงโครงการ “ตลาดดิจิทัล” โดยกระทรวงพาณิชย์ และมาตรการลดหย่อนภาษี (Tax Incentive) สำหรับบริษัทที่ลงทุนในเทคโนโลยี AI และ Data Analytics

ในอนาคตอันใกล้ คาดการณ์ได้ว่าภายใน 3 ปีข้างหน้า แบรนด์ที่ไม่มีทีมวิเคราะห์ข้อมูลจะประสบปัญหาในการแข่งขัน การปรับตัวและลงทุนในเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกธุรกิจที่ต้องการความอยู่รอดและการเติบโตในยุคดิจิทัล


ลักษณะตลาดอาหารแปรรูปไทย

มูลค่าตลาดอาหารแปรรูปไทย (Value of Thai processed food market)

ตลาดอาหารแปรรูปในประเทศไทยมีมูลค่าสูงถึง 1.2 ล้านล้านบาท ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าตลาดอีคอมเมิร์ซโดยรวม และประเทศไทยยังเป็นผู้ส่งออกอาหารแปรรูปชั้นนำของโลก โดยเฉพาะสับปะรดกระป๋องและไก่แปรรูป ตลาดนี้มีการเติบโตต่อเนื่องปีละ 7-10% โดยได้รับแรงหนุนจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพมากขึ้น และความต้องการความสะดวกสบายในชีวิตประจำวัน

ศักยภาพของ SME ในอุตสาหกรรมอาหารแปรรูป

แม้ว่าตลาดจะมีขนาดใหญ่ แต่ยังมีโอกาสสำหรับแบรนด์ขนาดเล็ก (SME) ที่จะเข้ามาสร้างการเติบโตได้ กุญแจสำคัญคือการใช้ข้อมูลให้เป็นประโยชน์ (Data-Driven Approach) เพื่อทำความเข้าใจตลาดและผู้บริโภค ความพิเศษ 3 ประการที่ทำให้อุตสาหกรรมนี้มีศักยภาพสูงคือ:

  1. ภูมิปัญญาท้องถิ่นผนวกนวัตกรรม (Modernized Heritage): การนำสูตรอาหารหรือวัตถุดิบดั้งเดิมมาปรับปรุง พัฒนา หรือนำเสนอในรูปแบบใหม่ เช่น การปรับโฉมน้ำพริกโบราณด้วยบรรจุภัณฑ์ที่ทันสมัย เพื่อเจาะตลาดพรีเมียม
  2. จากฟาร์มสู่โซเชียลมีเดีย (Social Commerce): เกษตรกรและผู้ผลิตสามารถใช้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย เช่น TikTok ในการไลฟ์สดขายสินค้าและนำเสนอผลผลิตจากฟาร์มโดยตรงถึงผู้บริโภค โดยไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง
  3. สุขภาพและความสะดวก (Health VS Convenience): ตลาดอาหารแปรรูปมีการแบ่งกลุ่มผลิตภัณฑ์ชัดเจน คือ กลุ่มสินค้าเพื่อสุขภาพ (Organic) ที่เน้นความออร์แกนิกและประโยชน์ต่อร่างกาย และกลุ่มสินค้าพร้อมทาน (Ready to Eat) ที่เน้นความสะดวกสบายและรสชาติที่เข้าถึงง่าย

การแบ่งส่วนตลาด (Segmentation) – เข้าถึงความต้องการลูกค้าอย่างลึกซึ้ง 🎯 

ดูซิว่าในตลาดอาหารเกษตรแปรรูปเนี่ย เค้า “ซ่อน” ผู้บริโภคไว้กี่สาย กี่สไตล์!?

ในการทำความเข้าใจผู้บริโภคในตลาดอาหารแปรรูป การแบ่งส่วนตลาดโดยพิจารณาจาก ค่านิยมและพฤติกรรมทางจิตวิทยา (Psychographic segmentation – Value’s factor) จะช่วยให้เห็นภาพที่ชัดเจนกว่าการพิจารณาเพียงความต้องการพื้นฐาน (Needs & Benefits) โดยสามารถแบ่งกลุ่มผู้บริโภคหลักๆ ได้ 4 กลุ่มดังนี้:

กลุ่มลูกค้าพฤติกรรมช่องทางโซเชียลที่ใช้บ่อย
สายสุขภาพแอนตี้ Agingซื้อ Organic, กลัวน้ำตาลFacebook Groups, Blogger
มนุษย์งานด่วนชอบอาหารพร้อมทาน, แช่แข็งTikTok, LINE OA
สายเนชั่ลคิดถึงอาหารดั้งเดิม, รสชาติเดิมๆPantip, YouTube
สายอินดี้ ฮิบสเตอร์ชอบของแปลก, ถ่ายรูปสวยInstagram, TikTok

กลวิธีทางการตลาด (Marketing Tactics)

จากตัวอย่างแบรนด์ระดับโลก มี 5 กลวิธีทางการตลาดที่พิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพสูง:

  1. การตลาดที่สร้างโดยผู้ใช้ (User-generated marketing): การกระตุ้นให้ลูกค้าสร้างเนื้อหาหรือรีวิวสินค้าเอง เช่น แคมเปญ “รีวิวปั๊บ รับทรัพย์!” ซึ่งทำให้เกิดการบอกต่อและสร้างการรับรู้ในวงกว้าง
  2. การตลาดโดยใช้ไมโครอินฟลูเอนเซอร์ (Micro-influencer marketing): การร่วมงานกับอินฟลูเอนเซอร์ขนาดเล็กที่มีผู้ติดตามจำนวนไม่มาก แต่มีอัตราการมีส่วนร่วม (Engagement) สูงกว่าดาราหรืออินฟลูเอนเซอร์ขนาดใหญ่ถึง 3 เท่า ซึ่งมักสร้างความน่าเชื่อถือและผลลัพธ์ที่ดีกว่า
  3. บรรจุภัณฑ์เฉพาะกลุ่ม (Niche packaging): การออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่ดึงดูดกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ เช่น กระป๋องสับปะรดที่มีลายการ์ตูนเพื่อดึงดูดกลุ่ม Gen Z ซึ่งช่วยเพิ่มยอดขายได้อย่างมีนัยสำคัญ
  4. การใช้ AI คาดการณ์แนวโน้ม (Predictive AI): การใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อทำนายเทรนด์และความต้องการของตลาดล่วงหน้า เช่น McDonald’s ที่ใช้ AI ในการพัฒนาเมนู Limited Edition ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง
  5. การค้าแบบสนทนา (Conversational Commerce): การเปิดช่องทางการขายและการบริการลูกค้าผ่านแอปพลิเคชันสนทนา เช่น LINE OA ซึ่งช่วยเพิ่มยอดขายได้ถึง 40% เนื่องจากความสะดวกสบายในการซื้อขาย

กลยุทธ์การตลาดเชิงรุก (Strategic Marketing)

ต่อไปนี้คือ 5 กลยุทธ์ที่ช่วยเพิ่มศักยภาพทางการตลาด โดยไม่ต้องใช้เงินลงทุนมหาศาล แต่สามารถสร้างผลลัพธ์ที่น่าประทับใจ:

  1. การรับฟังเสียงผู้บริโภค (Social Listening): การติดตามและวิเคราะห์ความคิดเห็น การสนทนา และความต้องการของลูกค้าบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอย่างใกล้ชิด เพื่อทำความเข้าใจสิ่งที่ลูกค้าพูดถึงแบรนด์หรือสินค้าของเรา
  2. การปรับแต่งผลิตภัณฑ์ตามข้อมูล (Data-driven Customization): การใช้ข้อมูลจริงจากผู้บริโภคมาปรับปรุงหรือพัฒนาสูตรสินค้าและบริการให้ตรงกับความต้องการที่แท้จริงของลูกค้า แทนการคาดเดา
  3. การสร้างชุมชนแบรนด์ (Brand Community Building): การสร้างกลุ่มหรือพื้นที่สำหรับผู้บริโภคที่ชื่นชอบแบรนด์ เช่น กลุ่ม Facebook “คลับคนรักน้ำพริก” ซึ่งสมาชิกสามารถแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ให้คำแนะนำ และเป็นกระบอกเสียงให้กับแบรนด์ได้
  4. การใช้ Chatbot อัตโนมัติ (Chatbot Automation): การนำ Chatbot มาใช้ในการตอบคำถามและให้บริการลูกค้าเบื้องต้นตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งช่วยลดภาระงานบริการลูกค้า และเพิ่มความพึงพอใจเนื่องจากการตอบสนองที่รวดเร็ว
  5. การทดสอบตลาด (Market Testing): การทดสอบประสิทธิภาพของแคมเปญโฆษณาหรือเนื้อหา (เช่น A/B Testing) ในวงจำกัดก่อนที่จะลงทุนงบประมาณจำนวนมาก เพื่อให้มั่นใจว่ากลยุทธ์ที่ใช้นั้นมีประสิทธิภาพและตรงกับกลุ่มเป้าหมาย

โดยสรุป อุตสาหกรรมอาหารแปรรูปไทยมีศักยภาพมหาศาล การประสบความสำเร็จในตลาดนี้จำเป็นต้องเปลี่ยนมาใช้แนวทาง “Data-Driven Marketing” โดยอาศัยการวิเคราะห์ข้อมูลจากโซเชียลมีเดียเพื่อทำความเข้าใจพฤติกรรมและความต้องการของลูกค้าอย่างลึกซึ้ง การนำกลวิธีทางการตลาด เช่น การตลาดที่สร้างโดยผู้ใช้ ไมโครอินฟลูเอนเซอร์ บรรจุภัณฑ์เฉพาะกลุ่ม การใช้ AI ทำนายเทรนด์ และการค้าแบบสนทนา มาประยุกต์ใช้ ควบคู่ไปกับการใช้กลยุทธ์เชิงรุก เช่น การรับฟังเสียงลูกค้า การปรับแต่งผลิตภัณฑ์ตามข้อมูล การสร้างชุมชนแบรนด์ การใช้ Chatbot และการทดสอบตลาด จะช่วยให้ธุรกิจเติบโตและแข่งขันในตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เนื้อหาเหล่านี้มุ่งนำเสนอภาพรวมของตลาดอาหารแปรรูปไทยและกลยุทธ์ทางการตลาดที่เกี่ยวข้อง แม้จะยังไม่ได้เจาะลึกทุกรายละเอียด แต่การติดตามบทความต่อๆ ไปจะช่วยให้ผู้อ่านมีความรู้ความเข้าใจด้านการตลาดที่ครบถ้วนและนำไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินธุรกิจได้อย่างชาญฉลาด


Leave a comment