Marketing Code

Market the code, Code the Market

Marketing Trend 2025 – เทรนด์การตลาดปี 2025

เจาะลึกเทรนด์ผู้บริโภคในปี 2025 | แบรนด์ต้องปรับตัวยังไงในปี 2025? | โอกาสทางธุรกิจปี 2025

ในยุคที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว การเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคและแนวโน้มใหม่เป็นกุญแจสำคัญสู่กลยุทธ์ที่ยั่งยืน ปี 2025 แบรนด์ต้องมุ่งสร้างผลลัพธ์ที่มีคุณค่าจริง (Meaningful Impact) ควบคู่กับการผสานภาพลักษณ์ (Brand) และยอดขาย (Performance) อย่างสมดุล พร้อมรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าอย่างลึกซึ้งและต่อเนื่อง.

วิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงทั้ง 6 มิติหลัก (ETSCED) ที่ส่งผลกระทบต่อ พฤติกรรมผู้บริโภค ในปี 2025 โดยแบ่งออกเป็นระดับ Global และ ในประเทศไทย

การปรับตัวของแบรนด์จึงมีความสำคัญ การเปลี่ยนแปลงของปัจจัยแวดล้อมจึงส่งผลโดยตรงต่อพฤติกรรมการบริโภค และก่อให้เกิด “เทรนด์” ใหม่ที่ธุรกิจควรจับตามองดังนี้

7 เทรนด์ผู้บริโภคที่น่าจับตาในปี 2025

เราสามารถแบ่งเทรนด์ผู้บริโภคออกเป็น 7 กลุ่มหลักตามพฤติกรรมและแนวคิดที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งแต่ละเทรนด์ก็มีข้อแตกต่างกันไปตาม generation อีกด้วย

เทรนด์ที่ 1 “Value Seekers / Wiser Wallets”

Key ของเทรนด์นี้คือ “Value for Money” คุ้มค่ากับที่จ่าย แต่สินค้ายังต้อง “คุณภาพดี” เป็นกลุ่มที่ “Smart Shopping” เปรียบเทียบและวางแผนการซื้ออย่างชาญฉลาด “Pay Less, Get More” ข้อแตกต่างเล็กน้อย เช่น

Gen Z เปรียบเทียบราคาผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ได้อย่างคล่องที่สุด รู้จักใช้โค้ดส่วนลด มองหา Deal จาก Influencer หรือบนโซเชียลมีเดีย และไม่ยึดติดกับแบรนด์ใหญ่เท่า Gen อื่นๆ มักเลือก “ซื้อของราคาถูกแบบแยกชิ้น มากกว่าการซื้อแบบ Pack” เป็น “Deal Hunter” และมี “Price Sensitivity” สูง

Gen Y (Millennials) ยินดีจ่ายแพงกว่า Gen Z หากรู้สึกว่าได้ “Value for Money” กลุ่มนี้มักตอบสนองต่อโปรโมชั่นสูง (Promotional Elasticity) สนใจแคมเปญแบบ ซื้อ 1 แถม 1, Flash Sale หรือมี สิทธิพิเศษเพิ่มเติม เช่น บริการหลังการขาย หรือสิทธิสำหรับ Member ยินดีจ่าย Subscription ที่ตอบโจทย์ชีวิต , หรือโปรที่ให้ความคุ้มในระยะยาว มีแนวโน้มภักดีกับแบรนด์ที่ให้ประสบการณ์ที่ดีผ่าน Loyalty Program

Gen X เป็น Cost-Conscious และเน้นการ Utility-Driven Purchase คือ ซื้อของที่จำเป็นและใช้งานได้จริง มักไม่เน้นภาพลักษณ์หรือเทรนด์ นิยมซื้อของใช้ในครัวเรือน ของใช้ประจำวัน หรืออาหารในรูปแบบแพ็ค เพื่อให้ราคาต่อหน่วยถูกลง เลี่ยงของฟุ่มเฟือยหรือเทคโนโลยีใหม่ที่ไม่จำเป็น มีความรอบคอบในการเปรียบเทียบราคาก่อนซื้อ และให้ความสำคัญกับการประหยัดในระยะยาวมากกว่าความรู้สึกฉับพลัน

เทรนด์ที่ 2: “Conscientious Health” (ใส่ใจสุขภาพเชิงป้องกัน)

Key ของเทรนด์นี้คือ แนวคิด “Preventive Health” หรือการดูแลสุขภาพเชิงรุก เพื่อป้องกันไม่ให้เจ็บป่วยในอนาคต ครอบคลุมทั้งร่างกาย จิตใจ และสมดุลชีวิต ครอบคลุมทั้งด้าน อาหาร ออกกำลังกาย การนอน ความเครียด ตรวจสุขภาพประจำปี และซื้อประกันสุขภาพล่วงหน้า โดยเทรนด์นี้ได้รับแรงกระตุ้นจากค่ารักษาที่แพงขึ้น การรับรู้ของความกดดันและความคาดหวังของสังคมที่เพิ่มมากขึ้น

Gen Z สนใจที่ “รูปร่าง” และ “สภาพจิตใจ” เน้นดูแลรูปร่างและผิวพรรณ ทดลองวิตามินหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารใหม่ ๆ ชอบซื้อขนาด Mini size เพื่อทดลองก่อนตัดสินใจ ใช้แอปออกกำลังกาย ฟัง Podcast ด้านสุขภาพจิต “ให้ความสำคัญกับความมั่นใจและภาพลักษณ์ในโซเชียล

Millennials สมดุลชีวิตคือเรื่องใหญ่ ออกกำลังกายเพื่อสุขภาพโดยรวม ยินดีจ่ายค่าฟิตเนส หรือคลาสโยคะ และบริการตรวจสุขภาพเชิงลึก สนใจสินค้ากลุ่ม Wellness เช่น อาหารปลอดสาร อุปกรณ์ช่วยนอน รวมไปถึงซื้อสินค้า Digital Health Tools เช่น นาฬิกานับก้าว เริ่มจริงจังกับ Anti-Aging และ Personalized Nutrition เช่น ตรวจ DNA เพื่อให้อาหารแบบเฉพาะเจาะจง “ให้ความสำคัญกับ Work-Life Balance และการจัดการความเครียด

Gen X / Boomers เริ่มเปลี่ยนมุมมองจาก “รักษาเมื่อป่วย” เป็น “ดูแลไม่ให้ป่วย” สนใจซื้ออาหารปลอดพิษหรือการปลูกผักกินเอง ออกกำลังกายเบา ๆ ที่บ้าน เช่น เดินในสวนหรือใช้ยางยืด และหาข้อมูลเรื่องสุขภาพจากแหล่งที่เชื่อถือได้ “ให้ความสำคัญกับการนอนมากกว่ากลุ่มอื่น”

เทรนด์ที่ 3 “Micro-Moment Seekers” (กลุ่มผู้บริโภคที่แสวงหาความสุขเล็กๆ)

Key ของเทรนด์นี้คือ หา “ความสุขเล็กๆ” ในชีวิต ต้องการ “รางวัลเล็กๆ” ให้ตัวเองในแต่ละวัน เช่น การซื้อกาแฟดีๆ สักแก้ว ดูซีรีส์ตอนนึง เลนเกมที่อยากเล่นหลังเลิกงาน ท่องเที่ยวแบบสั้นๆ (One-Day Trip) หรือกดสั่งของออนไลน์โดยไม่คิดมาก ยินดีจ่ายเพื่อแลกกับประสบการณ์ที่ให้ Instant Dopamine (ความสุขระยะสั้นที่เติมเต็มได้ทันที) สวนทางกลับเทรนด์สมัยก่อนที่จะวางแผนใหญ่ในระยะยาว เช่น แผนแต่งงาน แผนมีลูก มีแนวโน้มน้อยลง

Gen Z แสดงพฤติกรรมนี้ได้ชัดที่สุด ให้ความสำคัญกับ “ความสุขส่วนตัว” และ “ภาพลักษณ์ในโซเชียล” มักตัดสินใจซื้อทันทีจากแรงบันดาลใจที่ได้จาก TikTok หรือ Influencer เช่น เสื้อผ้าตามเทรนด์ กินอาหาร หรือคาเฟ่ที่ตกแต่งสวย นอกจากนี้ยังนิยมทดลองสิ่งใหม่ๆ เช่น เครื่องสำอางแบบ Mini Size แชร์เรื่องราวของสัตว์เลี้ยงใน Instagram Story เพื่อสร้างความสุขและการมีตัวตนทางออนไลน์

Millennials เน้นการเติมเต็มชีวิตผ่านประสบการณ์สั้นๆ ที่เปลี่ยนบรรยากาศ เช่น การจองโรงแรมเพื่อพักผ่อนระยะสั้น ออกทริป weekend getaway หรือเข้าร่วมเวิร์กชอปต่างๆ ที่ได้ทั้งความรู้และความสนุก พวกเขาชอบแชร์กิจกรรมบนโซเชียล และยินดีจ่ายเพื่อหลุดพ้นจากความเครียดของชีวิตวัยทำงาน ทั้งยังให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพจิตและ Work-Life Balance อย่างต่อเนื่อง

Gen X / Boomers มองหา Micro-Moment ที่เชื่อมโยงกับครอบครัว เช่น การใช้เวลาร่วมกันที่บ้าน ดูหนัง ทำอาหาร หรือปลูกผักสวนครัวเล็กๆ ชอบกิจกรรมกลางแจ้งแบบเบาๆ อย่างการเที่ยวธรรมชาติแบบไปเช้า-เย็นกลับ ซื้ออุปกรณ์ออกกำลังกายง่ายๆ เช่น ยางยืดเพื่อดูแลสุขภาพในระยะยาว

Key Insight:
“กลุ่มนี้ไม่ต้องการแค่สินค้า แต่ต้องการ ‘ช่วงเวลาพิเศษ’ ในชีวิตประจำวัน
ดังนั้นแบรนด์ต้องเป็นส่วนหนึ่งของ Moments เหล่านั้น”

เทรนด์ที่ 4 “Zero Consumer” (กลุ่มผู้บริโภคที่ไม่มีความภักดีในแบรนด์ เปลี่ยนไปซื้อแบรนด์อื่นที่ได้หากตอบโจทย์มากกว่า)

Key ของเทรนด์นี้คือ ไม่ภักดีต่อแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่งอีกต่อไป ให้ความสำคัญกับ “Design และ ฟังก์ชั่น” มากกว่า “Brand Story” ยุคที่ Brand Story เกลื่อนจนจำกันแทบไม่ได้ หรือไม่อินกับ Story แบรนด์เหล่านั้น และยิ่งในยุคที่สินค้าถูกมีคุณภาพที่ดีมากขึ้น และสินค้าแพงดันมีคุณภาพต่ำลง จึงไม่ลังเลที่จะเปลี่ยนแบรนด์หากเจอทางเลือกที่ถูก ตอบโจทย์ และหน้าตาสินค้าคล้ายกัน

Gen Z มีพฤติกรรม “ไม่ติดแบรนด์” อย่างชัดเจน ใช้เงินซื้อของแบบเฉพาะกิจ เช่น เสื้อผ้าตามเทรนด์ เครื่องสำอางไซซ์เล็ก หรือของใช้ที่ลองได้โดยไม่ผูกมัด ไม่ยึดติดกับแบรนด์เดิมหากสินค้าไม่ตอบโจทย์หรือราคาสูงเกินไปก็พร้อมเปลี่ยนทันที กลุ่มนี้ชอบทดลองของใหม่ และใช้รีวิวจาก TikTok หรือคอมเมนต์ออนไลน์ในการตัดสินใจ มากกว่าความมั่นคงของชื่อแบรนด์

Millennials แม้จะเคยผูกพันกับบางแบรนด์ในอดีต แต่ปัจจุบันเปลี่ยนมาเน้น “Design และ ฟังก์ชั่น” มากขึ้น จะซื้อทำไมหากมีสินค้าคล้ายกันและคุณภาพเดียวกัน?​ หากแบรนด์ที่ใช้ราคาสูงขึ้นก็พร้อมเปลี่ยนโดยไม่ลังเล ใช้เงินกับสิ่งที่จำเป็นต่อครอบครัวหรือการทำงาน และมองหาตัวเลือกที่จ่ายครั้งเดียวใช้งานได้นาน หรือปรับใช้ได้หลายสถานการณ์

เทรนด์ที่ 5 “Luxury With Purpose” (กลุ่มที่ยินดีจ่ายแพง…แต่ต้องมีเหตุผลและความพิเศษ)

Key ของเทรนด์นี้ คือผลรวมของ Trend “Value Seeker” + “Zero Consumer” ที่อินและเชื่อว่าแบรนด์นั้นสามารถสะท้อนตัวตนของตนเองได้ แนวคิด “Luxury With Purpose” หรือ “ความหรูหราที่มีความหมาย” ไม่ได้มองหาความหรูหราเพียงเพื่อแสดงสถานะ แต่ต้องการสินค้าที่มีคุณภาพ ใช้งานได้ยาวนาน และบ่งบอกตัวตนหรือคุณค่าที่เชื่อมั่น นิยมสินค้าที่มีเรื่องราว มีแนวคิดที่ชัดเจน เช่น การเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สนับสนุนศิลปะท้องถิ่น หรือมีวัตถุประสงค์ทางสังคม ทำให้เกิดความรู้สึกว่า “จ่ายแพง แต่คุ้มค่าและภูมิใจ” ในการบริโภค

Gen Z เน้น “ตัวตนและความต่าง” เป็นหลัก ชอบแบรนด์ที่มีจุดยืนชัดเจน เช่น เป็น Vegan, Cruelty-free หรือ Genderless และมองว่าสินค้าควรเล่าเรื่องได้ผ่านดีไซน์หรือวัตถุดิบ มักซื้อของแต่งบ้าน แฟชั่น หรือเครื่องประดับ แก็ดเจ็ต ที่ยูนีก มีสไตล์ และไม่จำเป็นต้องเป็นแบรนด์ใหญ่ แต่ต้องสื่อถึงความเป็นตัวเองและโลกที่อยากเห็นผ่านการบริโภค.

Millennials มองหา “ความสมดุลระหว่างคุณภาพกับแนวคิด” นิยมสินค้าไลฟ์สไตล์ เช่น สกินแคร์ แฟชั่น แก็ดเจ็ตหรือของแต่งบ้านที่มีคุณภาพดี มีดีไซน์ และมี story ที่สะท้อนตัวตน เช่น สนับสนุนความหลากหลายทางเพศ หรือผลิตจากวัสดุรีไซเคิล ยินดีจ่ายหากสินค้านั้น “ดีต่อใจ” และสอดคล้องกับค่านิยมส่วนตัว

สำหรับ Gen X การเลือกซื้อสินค้าหรูหมายถึง “ของแพงที่เพื่อนรวยๆใส่” ไม่ตามเทรนด์แฟชั่น แต่เน้นสินค้าหรือบริการที่กลุ่มของตนให้คุณค่า เช่น เสื้อผ้า นาฬิกา นอกจากนี้ยังมองเรื่องคุณภาพหากของนั้นเป็นการลงทุนระยะยาว หรือมีคุณค่าทางอารมณ์ที่ส่งต่อให้คนรุ่นถัดไปได้

เทรนด์ที่ 6 “Solo” (ใช้ชีวิตคนเดียว)

Key ของเทรนด์นี้ คือเทรนด์นี้สะท้อนถึงผู้บริโภคที่ใช้ชีวิตลำพังหรืออยู่ในครอบครัวขนาดเล็ก ไม่รู้สึกว่าการอยู่คนเดียวเป็นเรื่องน่าเศร้า แต่กลับมองว่าเป็นอิสระที่ควบคุมชีวิตตัวเองได้เต็มที่ ทำให้พฤติกรรมการใช้จ่ายและเลือกซื้อสินค้ามีความเฉพาะตัว ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่ไม่จำเป็นต้องมี “เพื่อคนอื่น” เป็นเงื่อนไข

เทรนด์ Self-Celebration: เที่ยวคนเดียว กินข้าวคนเดียวแบบไม่แคร์สายตาใคร ดังนั้น Solo คือกลุ่มที่แบรนด์ต้องทำให้เขารู้สึกว่า “คนเดียวก็ฟินได้” ธุรกิจปรับตัว เช่น อาหาร Portion เล็กลง, ห้องพักคนเดียว Airbnb ที่มีที่พัก “คนเดียวก็ไปได้” IKEA ที่ออกเฟอร์นิเจอร์ขนาดเล็กสำหรับคนโสด

Gen Z คือกลุ่มที่ embrace ความเป็น “ตัวคนเดียว” ได้อย่างมั่นใจ ใช้จ่ายกับอาหาร portion เดียว เที่ยวคนเดียว ซื้อสินค้าขนาดเล็ก เช่น Set skincare ที่หลากหลายแต่ปริมาณขนาดเล็ก พวกเขาเน้นความสะดวกสบายและ aesthetic ส่วนตัว ใช้เวลาว่างกับกิจกรรมเดี่ยว เช่น ดู Netflix เล่นเกม หรือจัดห้องตามสไตล์ของตัวเอง

Millennials แม้จะมีครอบครัวหรือคู่ชีวิต แต่หลายคนยังคงรักษาพื้นที่ส่วนตัวไว้ เลือกใช้จ่ายกับสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์ “เวลาคนเดียว” เช่น การเดินทางคนเดียว, staycation ที่โรงแรม, เครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก หรืออุปกรณ์ทำอาหารสำหรับ 1-2 คน นอกจากนี้ยังนิยมทำกิจกรรมเดี่ยวอย่างการอ่านหนังสือ ดูคอนเสิร์ต หรือเข้าเวิร์กชอปที่สนใจโดยไม่ต้องรอเพื่อน

Gen X / Boomers กลุ่มนี้เริ่มอยู่ลำพังมากขึ้นจากการที่ลูกโตแยกบ้านหรืออยู่ต่างจังหวัด เลือกใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายและไม่ฟุ่มเฟือย ใช้จ่ายกับของใช้ส่วนตัว เช่น เครื่องครัวเล็ก ๆ เตียงเดี่ยว หรือบริการเดลิเวอรีที่เหมาะกับผู้สูงวัยที่อยู่บ้านคนเดียว ให้ความสำคัญกับความสะดวก ความปลอดภัย และสุขภาพในการใช้ชีวิตลำพัง

เทรนด์ที่ 7 “Pet-Sumer” (เทรนด์เลี้ยงสัตว์แทนครอบครัว)

Pet-Sumer คือเทรนด์เลี้ยงสัตว์แทนครอบครัว เมื่อโครงสร้างครอบครัวเปลี่ยน คนจำนวนมากโดยเฉพาะในเมืองใหญ่เลือกเลี้ยงสัตว์เป็นเพื่อนแทนการมีลูกหรือคู่ชีวิต และเป็นการแสดงออกถึงความรัก ความผูกพัน ส่งผลให้การใช้จ่ายในหมวดสัตว์เลี้ยงเติบโตโดยเฉพาะกับกลุ่มที่มองสัตว์เลี้ยงเป็น “ลูก”

Gen Z เป็นกลุ่มที่เลี้ยงสัตว์แบบมีสไตล์ มักโพสต์ภาพหรือวิดีโอสัตว์เลี้ยงบน Instagram, TikTok หรือ Story เพื่อสร้างตัวตนบนโลกโซเชียล ใช้จ่ายจึงเน้นของเล่นแฟชั่น เสื้อผ้า และอาหารสัตว์แบบพรีเมียมที่ดูดี มีแพ็กเกจสวย หรือมีส่วนผสมที่ใส่ใจสุขภาพ เลือกสินค้าให้สัตว์เหมือนเลือกให้ตัวเอง เช่น เตียงนุ่มๆ โทนสีมินิมอล หรือเสื้อแมตช์กับเจ้าของ

Millennials มองสัตว์เลี้ยงเป็น “สมาชิกในบ้าน” อย่างแท้จริง การใช้จ่ายจึงขยายไปถึงบริการต่าง ๆ เช่น ประกันสัตว์เลี้ยง, ตรวจสุขภาพ, Daycare, Grooming และโรงแรมสำหรับสัตว์ในช่วงเดินทาง นอกจากนี้ยังนิยมซื้ออาหารสูตรเฉพาะ สินค้าออร์แกนิก หรือวิตามินสำหรับสัตว์เลี้ยง เพื่อดูแลสุขภาพในระยะยาว คล้ายกับวิธีที่ดูแลคนในครอบครัว

Gen X / Boomers แม้จะไม่ใช้เงินฟุ่มเฟือยกับตัวเอง แต่หากเป็นสัตว์เลี้ยงจะยินดีจ่ายเพื่อความสะดวกและความสบาย เช่น ซื้อกรงดี ๆ ที่ใช้งานง่าย, อาหารคุณภาพที่สั่งประจำ หรือของใช้พื้นฐานที่ช่วยให้เลี้ยงง่ายขึ้น เช่น เครื่องให้อาหารอัตโนมัติ พวกเขาให้ความสำคัญกับ “ความมั่นคง” ของสัตว์เลี้ยงมากกว่าความแฟชั่น


การแบ่งกลุ่มผู้บริโภคยุคใหม่: เกินกว่าแค่เพศ อายุ หรือที่อยู่

เพื่อให้วิเคราะห์และเลือกกลยุทธ์ทางการตลาดได้ดียิ่งขึ้น การเข้าใจ Trend ที่เกิดขึ้นเนื่องจากได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอก มีส่วนสำคัญให้เราเข้าใจผู้บริโภคได้มากยิ่งขึ้น

อีกืทั้งพฤติกรรมการใช้ Social Media และรูปแบบของตัว Social Media เอง ก็ทำให้พฤติกรรมของผู้คน “คล้ายกัน” และก่อเกิด “กลุ่ม” ใหม่ๆ แตกแขนงออกมาหลากหลาย

สำหรับแอดแล้ว แอดถามตัวเองว่า การทำ Segmentation สมัยนี้ Demographic, Geographic อาจจะมีบทบาทน้อยลง (อยู่ที่บริบท-สินค้าอุตสาหกรรมด้วย) การเข้าใจ พฤติกรรม (Behavioral) โดยแบ่งตามความสนใจหรือทัศนคติ (Psychographic) อาจจะมีบทบาทมากขึ้นหรือเปล่า?

สุดท้าย การเลือกวิธีแบ่งกลุ่มที่เหมาะสม เหมือนการเลือกมีดที่ถูกกับเค้กชิ้นนั้น — ต้องแม่นยำเพื่อเข้าถึงผู้บริโภคอย่างแท้จริง

Leave a comment